การวางแผนการเงินส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่คือทักษะพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเริ่มได้ตั้งแต่เงินเดือนแรก บทความนี้สรุปหลักการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน พร้อมเปรียบเทียบสูตรยอดนิยมอย่าง 50/30/20 กับ 4-3-2-1 และเทคนิคปฏิบัติที่ทำให้แผนการเงินอยู่จริงไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษครับ
ทำไมต้องมีการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
อิสรภาพทางการเงินในที่นี้หมายถึงสถานะที่เราสามารถตัดสินใจเรื่องชีวิตได้โดยไม่ถูกเงินบังคับ ไม่ว่าจะเป็นการลาออกจากงานที่ไม่เหมาะสม รับมือเหตุฉุกเฉิน หรือเกษียณอย่างสงบ ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นจากสิ่งเดียวคือการรู้ว่าเงินที่หามาได้ทุกเดือนไหลไปที่ใดบ้าง คนที่ไม่มีแผนมักจบด้วยการใช้จ่ายตามอารมณ์ หนี้สะสม และไม่มีเงินเหลือเก็บแม้รายได้จะเพิ่มขึ้น
หลักการของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ดีมีเพียงสามข้อคือ รู้รายรับรายจ่ายของตนเอง กำหนดสัดส่วนการใช้เงินล่วงหน้า และทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอ บทความนี้จะลงลึกที่ข้อสองคือการแบ่งเงินเป็น 4 ส่วน ซึ่งเป็นแกนกลางของทุกสูตรที่สถาบันการเงินนิยมแนะนำ

อ้างอิง: myAccount Cloud
แบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน กรอบคิดหลักของแผนนี้
แนวคิดการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วนประกอบขึ้นจากหลักการที่ธนาคารและบริษัทประกันภัยไทยนิยมนำเสนอกัน โดยเฉพาะสูตร 4-3-2-1 ที่มองเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์แทนตัวเลข ทำให้ใช้ได้กับทุกระดับรายได้ ส่วนแต่ละส่วนมีหน้าที่ดังนี้
ส่วนที่ 1 ค่าใช้จ่ายจำเป็น
ส่วนนี้คือเงินที่ต้องจ่ายเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ ได้แก่ ค่าที่พักอาศัย ค่าอาหารประจำวัน ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค และค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็น สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือความจำเป็น (Need) กับความอยากได้ (Want) เพราะหลายคนแอบย้ายค่ากาแฟแก้วโปรดเข้ามาในหมวดนี้จนสัดส่วนล้น
ส่วนที่ 2 ออมและลงทุน
ส่วนนี้คือเงินที่จ่ายให้อนาคตของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ตั้งแต่เงินสำรองฉุกเฉินในรูปเงินฝากหรือกองทุนตลาดเงิน ไปจนถึงการลงทุนระยะกลางและยาวอย่างกองทุนรวมเพื่อเป้าหมายเฉพาะ เช่น ซื้อบ้านหรือเกษียณ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายย้ำตรงกันว่าเงิน 20% ของส่วนนี้ควรแยกย่อยเป็นเงินฉุกเฉินราว 10% ลงทุนระยะกลาง 5% และระยะยาวอีก 5%
ส่วนที่ 3 ชำระหนี้
หนี้ระยะสั้นอย่างหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลควรได้รับการจัดสรรแยกส่วนเพื่อให้เห็นภาพชัดว่าเราจ่ายหนี้จริงเท่าใดในแต่ละเดือน หลักการสำคัญคือชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงสุดก่อนเสมอ ส่วนหนี้บ้านหรือหนี้รถที่เป็นหนี้ระยะยาวมักถูกนับรวมอยู่ในส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็นตามแนวทางของหลายสถาบัน
ส่วนที่ 4 ความสุขและแบ่งปัน
ส่วนสุดท้ายเป็นเงินสำหรับรางวัลชีวิตและการแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว สังสรรค์ หรือการให้การกุศล การมีส่วนนี้ไว้ชัดเจนช่วยให้เราใช้จ่ายเพื่อความสุขได้อย่างไม่รู้สึกผิด และไม่แอบดึงเงินส่วนอื่นมาใช้โดยไม่ตั้งใจ
ลองคำนวณแบ่งเงิน 4 ส่วนของคุณ
กรอกรายได้ต่อเดือนหลังหักภาษี ระบบจะแบ่งตามกรอบ 40/30/20/10 ให้ดูเป็นภาพ (คำนวณในเครื่อง ไม่ส่งข้อมูลไปไหน)
เปรียบเทียบสูตรยอดนิยม 50/30/20 กับ 4-3-2-1
ก่อนนำกรอบ 4 ส่วนไปใช้จริง ควรรู้จักสูตรอื่นที่มีคนใช้มากที่สุดสองสูตร เพื่อเลือกหรือผสมผสานให้เหมาะกับตัวเอง โดยทั้งสองต่างเป็นการแบ่งรายได้ตามเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน แต่ให้น้ำหนักแตกต่างกัน
สูตร 50/30/20 ตำนานจากเอลิซาเบธ วอร์เรน
สูตรนี้มีที่มาจากหนังสือ All Your Worth ของเอลิซาเบธ วอร์เรน โดยแบ่งรายได้เป็น 50% สำหรับรายจ่ายจำเป็น 30% สำหรับความสุขส่วนตัว และ 20% สำหรับเงินออมและการชำระหนี้ ธนาคารไทยหลายแห่งนำมาประยุกต์ใช้กับลูกค้า เช่น ธนาคารกรุงเทพที่อธิบายว่าสูตรนี้เป็นเพียงแนวคิดตั้งต้นที่ปรับสัดส่วนให้เข้ากับชีวิตจริงได้เสมอ
ตัวอย่างการใช้งานจริงจากธนาคารไทย เช่น เงินเดือน 20,000 บาท จะแบ่งเป็น 10,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 6,000 บาทสำหรับความสุข และ 4,000 บาทสำหรับออม โดยย้ำว่าเงินที่นำมาควรเป็นเงินหลังหักภาษีและเงินสมทบกองทุนต่างๆ แล้ว
สูตร 4-3-2-1 ฉบับที่สถาบันการเงินไทยนิยม
สูตร 4-3-2-1 คือการแบ่งเงินเดือนเป็น 40% สำหรับค่าใช้จ่าย 30% สำหรับออมและลงทุน 20% สำหรับชำระหนี้ และ 10% สำหรับส่วนที่เหลือ โดยมีการนำเสนอผ่านช่องทางของสถาบันการเงินและประกันไทย โดยเฉพาะสำหรับวัยเริ่มทำงานที่ต้องการสร้างวินัยการเงินตั้งแต่เงินเดือนแรก
ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างของทั้งสองสูตรไว้ให้เปรียบเทียบกันชัดๆ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | สูตร 50/30/20 | สูตร 4-3-2-1 |
|---|---|---|
| โครงสร้าง | 3 ส่วน | 4 ส่วน |
| ค่าใช้จ่ายจำเป็น | 50% | 40% |
| ความสุขส่วนตัว | 30% | 10% |
| ออมและลงทุน | 20% | 30% |
| ชำระหนี้ | รวมอยู่ใน 20% | แยกส่วน 20% |
| เหมาะกับใคร | คนที่ไม่มีหนี้มาก ต้องการความง่าย | คนที่มีหนี้และอยากออมหนักกว่า |
จากตารางจะเห็นว่าสูตร 4-3-2-1 เหมาะกับคนที่มีหนี้ระยะสั้นต้องการปลดหนีเร็วขึ้น ส่วนใครที่มีหนี้หนักมากจริงๆ บางแหล่งยังเสนอสูตร 40-40-20 ที่กันเงินไว้ชำระหนี้ถึง 40% เพื่อปลดหนี้ก้อนใหญ่ก่อน
ผู้ที่อยากเห็นการอธิบายสูตร 4-3-2-1 แบบเข้าใจง่ายสามารถรับชมคลิปสรุปจากช่องทางอย่างเป็นทางการของบริษัทประกันภัยในประเทศไทยได้จากลิงก์ด้านล่าง
@allianz_ayudhya เพิ่งเริ่มทำงาน เงินเดือนออกแล้วควรแบ่งยังไง? . สรุปสูตรการเงิน 4‑3‑2‑1 สำหรับวัย 20–30 ปี ช่วงตั้งต้นชีวิต ที่ยังมีภาระไม่มาก เน้นสร้างวินัยการเงิน แบ่งเงินให้มีทั้งเงินใช้ ออม ลงทุน และเริ่มปกป้องความเสี่ยง . ดูวิดิโอฉบับเต็มได้ที่ https://youtu.be/p6eGYCdmEc0 . #AllianzAyudhya #อลิอันซ์อยุธยา #InsideInsure #สูตรการเงิน #สูตร4-3-2-1 #จัดการการเงิน
♬ เสียงต้นฉบับ - Allianz Ayudhya
ปรับแผนการเงินตามช่วงวัย
สูตรใดก็ตามไม่ควรใช้ตายตัวตลอดชีวิต เพราะภาระและเป้าหมายเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงวัย แนวทางที่ธนาคารกรุงศรีนำเสนอแบ่งเป็น 4 ช่วงดังนี้
- วัย 20 ปีขึ้นไป ช่วงเริ่มทำงาน ใช้สูตร จ่าย 50 สุข 30 ออม 20 เพื่อสร้างนิสัยโดยยังมีเงินสนุก
- วัย 30 ปีขึ้นไป ช่วงสร้างครอบครัว ปรับเป็น จ่าย 60 สุข 20 ออม 20 เพราะภาระบ้านรถเพิ่มขึ้น
- วัย 40 ปีขึ้นไป ช่วงสร้างความมั่นคง ปรับเป็น จ่าย 45 สุข 25 ออม 30 เพื่อเร่งสร้างเงินเกษียณ
- วัย 50 ปีขึ้นไป เข้าสู่วัยเกษียณ ปรับเป็น จ่าย 30 สุข 30 ออม 40 เนื่องจากหนี้สินใกล้หมด
หลักการสำคัญคืออัตราส่วนการออมควรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ ไม่ใช่ลดลง เพราะเวลาที่เหลือสำหรับให้เงินงอกเงยมีน้อยลงทุกปี
เทคนิคทำให้แผนการเงินอยู่จริง
สูตรที่ดีที่สุดจะไร้ความหมายหากไม่มีวินัยในการปฏิบัติ เทคนิคต่อไปนี้คือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนใช้กันจริงเพื่อให้แผนไม่พังกลางทาง
ออมก่อนใช้ด้วยระบบอัตโนมัติ
หลักการสำคัญที่สุดคือจ่ายเงินให้ตัวเองก่อนเสมอ โดยตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีออมทันทีที่เงินเดือนเข้า วิธีนี้ช่วยลดโอกาสใช้เงินที่ตั้งใจจะออมไปกับความอยากชั่วคราว และสร้างวินัยโดยไม่ต้องอาศัยแรงใจ
เพิ่มสัดส่วนออมแบบขั้นบันได
สำหรับคนที่เริ่มออมไม่ไหวทีเดียว 20% ให้ใช้เทคนิคเพิ่มทีละขั้น เช่น สามเดือนแรกออม 10% จากนั้นขยับเป็น 15% และขึ้นเป็น 20% ในเดือนที่เจ็ดเป็นต้นไป การปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปทำให้ร่างกายและพฤติกรรมการใช้จ่ายปรับตัวตามได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด
ลงทุนสม่ำเสมอด้วย DCA
เมื่อเงินออมเริ่มเป็นก้อน การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) คือการซื้อกองทุนรวมเป็นจำนวนเท่ากันทุกเดือนโดยไม่สนว่าตลาดจะขึ้นหรือลง เทคนิคนี้ช่วยตัดอารมณ์ในการตัดสินใจ เฉลี่ยราคาซื้อ และเหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวตลาด
ข้อผิดพลาดที่ทำให้แผนการเงินล้มเหลว
จากข้อมูลที่รวบรวม ข้อผิดพลาดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ล้มเลิกแผนการเงินกลางคันมีดังนี้
- ตั้งสัดส่วนไว้สูงเกินจริงจนทำตามไม่ไหวในเดือนแรกๆ
- ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินแล้วไปแตะเงินลงทุนทุกครั้งที่มีเหตุจำเป็น
- ใช้บัตรเครดิตจ่ายส่วนความสุขเกินงบที่ตั้งไว้
- เปรียบเทียบผลออมของตัวเองกับคนอื่นจนท้อและเลิกกลางทาง
- ไม่เคยทบทวนแผนเลยแม้รายได้และภาระจะเปลี่ยนไปมากแล้ว
การแก้ไขทั้งหมดอยู่ที่การเริ่มจากสัดส่วนที่ทำได้จริง กันเงินฉุกเฉินแยกจากเงินลงทุน และตั้งเวลาทบทวนแผนอย่างน้อยปีละครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
แบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน เริ่มที่สัดส่วนไหนดี
หากเพิ่งเริ่ม แนะนำให้เริ่มจากส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็นและส่วนออมเพียงสองส่วนก่อน โดยออมให้ได้อย่างน้อย 10% จากนั้นค่อยเพิ่มส่วนชำระหนี้และส่วนความสุขเข้ามาเมื่อมั่นใจว่าคุมสองส่วนแรกได้แล้ว
สูตรไหนดีกว่ากันระหว่าง 50/30/20 กับ 4-3-2-1
ไม่มีสูตรไหนดีกว่าในทางตรง สูตร 50/30/20 เหมาะกับคนไม่มีหนี้ระยะสั้นและอยากมีพื้นที่ใช้จ่ายเพื่อความสุขมากกว่า ส่วน 4-3-2-1 เหมาะกับคนที่ต้องการออมหนักและปลดหนี้เร็วกว่า ผู้ที่อยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านต่อได้ที่ รวมวิธีเก็บเงินให้อยู่ทำได้จริง ซึ่งสรุปเทคนิคการออมเชิงปฏิบัติไว้ครบถ้วน
รายได้ไม่แน่นอนใช้สูตรแบ่งเงินได้ไหม
ได้ โดยให้คำนวณจากรายได้เฉลี่ยขั้นต่ำหรือเดือนที่รายได้น้อยที่สุดเป็นฐาน แล้วนำส่วนต่างของเดือนที่รายได้มากกว่าปกติไปสมทบในส่วนออมและลงทุนเป็นพิเศษ วิธีนี้ช่วยให้แผนอยู่ได้แม้ในเดือนที่รายได้หดหาย
บทสรุป
การวางแผนการเงินส่วนบุคคลคือการกำหนดทิศทางของเงินที่หามาได้ทุกเดือนก่อนที่มันจะไหลไปตามอารมณ์ โดยกรอบคิดที่ใช้ได้จริงที่สุดคือการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งสามารถปรับสัดส่วนจากสูตรให้เหมาะกับวัยและภาระของตนเอง
ความแตกต่างระหว่างคนที่มีอิสรภาพทางการเงินกับคนที่ไม่มี ไม่ได้อยู่ที่รายได้เสมอไป แต่อยู่ที่วินัยในการออมก่อนใช้ การทบทวนแผนสม่ำเสมอ และความสม่ำเสมอในการลงทุนต่อเนื่องยาวนานพอให้เงินงอกเงยครับ
หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินพื้นฐานเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล ผลิตภัณฑ์การเงินและการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนอย่างละเอียดและปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจทุกครั้ง









