มือใหม่ลงทุนต้องเข้าใจ ROIC คืออะไร พร้อมอธิบายสูตรแบบเข้าใจง่าย

มือใหม่ลงทุนต้องเข้าใจ ROIC คืออะไร พร้อมอธิบายสูตรแบบเข้าใจง่าย

ในการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนสักตัว นักลงทุนมือใหม่อาจจะคิดว่า แค่ดูว่าบริษัทไหนมีกำไรสุทธิมากก็เพียงพอแล้ว แต่ตัวเลขที่สูงนั้นอาจจะกำลังหลอกตาคุณอยู่ก็ได้ ตัวชี้วัดที่สำคัญอย่าง ROIC คือสิ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

มาดูกันว่า ROIC สูตรคำนวณมีอะไรบ้าง ปูพื้นฐานไปจนถึงตัวอย่างการคำนวณจริง เพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้วิเคราะห์หุ้นได้ด้วยตัวเอง

目次

ROIC คืออะไร

ROIC คือ (Return on Invested Capital) อัตราผลตอบแทนของเงินลงทุนที่เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าบริษัทสามารถนำเงินทุนไปสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่

ความหมายของ ROIC ในภาษาที่เข้าใจง่าย

หากลองจินตนาการถึงร้านกาแฟ 2 แห่ง

  • ร้าน A: ใช้เงินลงทุนกับร้าน 1 ล้านบาท สร้างกำไร 2 แสนบาทต่อปี (ROIC = 20%)
  • ร้าน B: ใช้เงินลงทุนกับร้าน 10 ล้านบาท สร้างกำไร 5 แสนบาทต่อปี (ROIC = 5%)

ถ้าดูแค่เลขกำไร ร้าน B ได้เงินกลับมาเยอะกว่า แต่หากดูผ่านตัวชี้วัด ROIC คือร้าน A ที่บริหารเงินทุนได้คุ้มค่ากว่า เพราะเงินลงทุนน้อยกว่าแต่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า

อ้างอิง: Einvestingforbeginners

เทียบความแตกต่าง ROIC จากตัวชี้วัดอื่นๆ

นักลงทุนมือใหม่หลายคนมักสับสนระหว่าง 3 ตัวชี้วัดนี้ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

ตัวชี้วัดเป้าหมายการวัดข้อแตกต่าง
ROICเงินทุนที่ใช้ดำเนินงานจริง ทั้งหนี้และทุนวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานแท้จริง โดยไม่สนโครงสร้างหนี้
ROEส่วนของผู้ถือหุ้นเท่านั้นค่าอาจสูงผิดปกติได้หากบริษัทกู้หนี้มาเพื่อปั่นกำไร
ROAสินทรัพย์รวมทั้งหมดสามารถให้ต่ำลงด้วยสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ เช่น เงินสดส่วนเกินที่วางไว้เฉย ๆ

ROIC และ ROE ต่างกันยังไง

ROE และ ROIC คือตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเหมือนกัน แต่ต่างกันที่มุมมองฐานเงินทุน

ROE วัดผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว จึงอาจดูสูงหากบริษัทใช้หนี้เยอะ แต่ ROIC วัดผลตอบแทนจากเงินทุนทั้งหมดของบริษัท ทั้งหนี้และทุน ทำให้เห็นประสิทธิภาพในการสร้างกำไรจากธุรกิจได้ชัดกว่า

ROIC สูตรคำนวณที่นักลงทุนควรรู้

ถึง ROIC คือค่าไม่ได้แสดงโดยตรงในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ แต่สามารถคำนวณได้จากงบการเงินของบริษัทต่าง ๆ และนี่คือ ROIC สูตรคำนวณ และส่วนประกอบสำคัญต่าง ๆ ที่ควรรู้

สูตร ROIC = (NOPAT ÷ Invested Capital)

อ้างอิง: Educba

NOPAT คืออะไร

NOPAT (Net Operating Profit After Tax) คือ กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี เป็นตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจหลักสร้างเงินได้มากขนาดไหน โดยการใช้ EBIT ที่ไม่นำภาระดอกเบี้ยมารวมด้วย

สูตร NOPAT = EBIT × (1 – อัตราภาษี)

ตัวเลขนี้มักถูกใช้ในการวิเคราะห์เชิงการเงิน เช่น การประเมินประสิทธิภาพของบริษัท หรือการคำนวณมูลค่ากิจการ เพราะช่วยแยกผลการดำเนินงานออกจากโครงสร้างเงินทุน ทำให้สามารถเปรียบเทียบบริษัทที่มีหนี้สินต่างกันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

Invested Capital นับอะไรบ้าง

Invested Capital คือ เงินทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจจริง ที่รวมทั้งส่วนของผู้ถือหุ้น และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย

สูตร Invested Capital คือ Invested Capital = หนี้สินระยะยาว + ส่วนของผู้ถือหุ้น

ตัวอย่างการคำนวณ ROIC แบบทีละขั้นตอน

เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณ ROIC คือมาลองดูตัวอย่างบริษัท A โดยมีข้อมูลการลงทุนของบริษัทดังนี้

  • กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT)  = 1,000 ล้านบาท
  • หนี้สินที่มีดอกเบี้ย = 3,000 ล้านบาท
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น = 3,000 ล้านบาท
  • อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล = 20%

ขั้นตอนที่ 1 คำนวณหา NOPAT

NOPAT = 1,000 × (1 – 0.20) = 800 ล้านบาท

ขั้นตอนที่ 2 คำนวณหา Invested Capital

Invested Capital = 3,000 + 3,000 = 6,000 ล้านบาท

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณค่า ROIC

ROIC = (800 ÷ 6,000) × 100 = 13.33%

ดังนั้น บริษัท A จึงมีค่า ROIC คือ 13.33%

ROIC เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี

การพิจารณาว่า ROIC สูงหรือต่ำ ไม่สามารถดูจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะต้นทุนของเงินทุน และบริบทของอุตสาหกรรมของบริษัทนั้น ๆ

ROIC ต้องสูงกว่า WACC

เกณฑ์ที่สำคัญที่สุดของ ROIC คือควรสูงกว่า WACC อย่างน้อย 2% ขึ้นไป เพราะแสดงว่าบริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าต้นทุนเงินทุนที่ใช้ไป

อ้างอิง: Ink Advisory

WACC คืออะไร

WACC (Weighted Average Cost of Capital) คือต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยของธุรกิจ เป็นตัวเลขที่บอกว่าบริษัทมีต้นทุน มาใช้ดำเนินธุรกิจเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละเท่าไหร่ แหล่งที่มาของเงินทุน 2 ส่วนหลักคือ เงินกู้ยืม และส่วนของผู้ถือหุ้น

เกณฑ์ตัวเลขคร่าว ๆ

แม้แต่ละอุตสาหกรรมจะมีมาตรฐานแตกต่างกัน แต่สามารถใช้ตัวเลขคร่าว ๆ เป็นแนวทางได้

  • ROIC ≥ 15% ถือว่าเป็นบริษัทที่สามารถนำเงินไปลงทุนต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ROIC ≥ 10% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่พื้นฐานดี ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน่าสนใจ

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วม

นอกจากตัวเลข ROIC คือตัวชี้วัดที่ต้องดูแล้ว นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ที่ประกอบด้วย

ความแตกต่างตามอุตสาหกรรม

ธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์น้อย เช่น บริการหรือซอฟต์แวร์ มักมี ROIC สูงกว่าธุรกิจที่ต้องลงทุนหนัก เช่น อสังหาริมทรัพย์

ความสม่ำเสมอของ ROIC

บริษัทที่มีคุณภาพสูง ควรจะมีค่า ROIC ที่นิ่งและสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนรุนแรงตามกระแสเศรษฐกิจในแต่ละปี

การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง

ควรเปรียบเทียบค่า ROIC กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อดูว่าบริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือไม่

สรุปส่งท้าย

ROIC คือตัวชี้วัดที่ช่วยประเมินทั้งคุณภาพของกำไร และประสิทธิภาพในการบริหารเงินทุนของบริษัท การลงทุนในบริษัทที่มี ROIC สูงกว่าต้นทุน ช่วยเพิ่มผลตอบแทนระยะยาว และลดความเสี่ยงจากการใช้เงินทุนไม่คุ้มค่า

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการคำนวณ ROIC สูตร และแนวทางการใช้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชวนลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

よかったらシェアしてね!
  • URLをコピーしました!
  • URLをコピーしました!

この記事を書いた人

目次